SEM vs SEO เลือกอะไรดีให้เหมาะกับธุรกิจยุค 2025

SEM vs SEO เลือกอะไรดีให้เหมาะกับธุรกิจยุค 2025

ปี 2025 ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อวงการณ์ IT และการตลาดออนไลน์ เพราะการมาถึงของ Generative AI เปลี่ยนวงการไปตลอดการแบบไม่มีวันกลับ เพียงช่วงไม่กี่ปีของการเปิดตัว Chat GPT หรือ ‎Gemini เพื่อนๆ คงเห็นผลของการนำไปใช้ในทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเจ้าของธุรกิจที่ใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายพนักงาน หรือส่วนของพนักงานที่ใช้เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป

ในฐานะเจ้าของธุรกิจเพื่อนๆ คงอาจชั่งใจไม่ได้ว่าในปี 2025 นี้การทำตลาดออนไลน์บน Google Search ต้องเลือกอย่างไรถึงจะดีกับธุรกิจ ระหว่าง SEM vs SEO ช่องทางไหนควรทำก่อน หรืออย่างไหนควรทำทีหลังได้ และเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกควรคิดจากอะไร

บทความนี้ผมขอแชร์ประสบการณ์ที่เคยดูแล SEM ให้บริษัทมามากกว่า 1,000 บัญชี ผ่านการปรับปรุงบัญชีมาเกือบทุกอุตสาหกรรม ให้เห็นว่าธุรกิจแบบไหนที่ควรทำ SEM และธุรกิจแบบไหนควรทำ SEO มากกว่า หลังจากอ่านบทความนี้จบ เพื่อนๆ คงตัดสินใจเห็นทางของตัวเองชัดเจน

SEM คืออะไร ?

SEM คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์ขึ้นบน Search Engine โดยเสียค่าใช้จ่าย ชื่อย่อของ SEM คือ Search Engine Marketing โดยหลักแล้วเรามักจะพูดถึงการทำให้เว็บไซต์ขึ้นบน Google Search เพราะเป็นช่องทางการค้นหาหลักที่คนไทยใช้กัน กินส่วนแบ่งมากกว่า 85% ของ Search Engine ทั้งหมด

Google Search ที่คนไทยคุ้นเคย
Google Search ที่คนไทยคุ้นเคย

SEM ทำงานยังไง ?

หลักการทำงานของ SEM คือ การประมูล เพราะทุกคนต้องการให้เว็บไซต์ตัวเองขึ้นบนหน้าแรก Google จึงใช้ระบบการประมูลแข่งขันกันเพื่อให้ผู้ชนะมีสิทธิ์ขึ้นเป็นที่ 1 บน Google Search เมื่อมีการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ตรงกันกับคำที่เราซื้อ แต่ไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะเสมอไป เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าของธุรกิจ SEM เล็กๆ อย่างเราๆ ก็อดทำ SEM กันพอดี หลักการที่ Google ใช้เพื่อประมูลแข่งมี 6 อย่างตามนี้

การประมูลของ Google Search
การประมูลของ Google Search
  • ราคาเสนอ (Bidding) คือ ราคาที่เรายินดีจ่ายต่อการคลิกหนึ่งครั้ง เช่น Max CPC 6 THB หมายถึงเรายินดีจ่ายราคาต่อคลิกสูงสุดที่ 6 บาท มากไปกว่านี้เราไม่แข่ง
  • คะแนนคุณภาพของเว็บไซต์และโฆษณา (Quality Score) คือ คะแนนที่ Google ให้กับเว็บไซต์และเนื้อหาโฆษณาที่เราเขียน เช่น ความเร็วของเว็บ ความเกี่ยวข้องของโฆษณากับเว็บไซต์และคีย์เวิร์ด
  • ส่วนขยายโฆษณา (Extension) คือ องค์ประกอบเพิ่มเติมนอกเหนือจากคำโฆษณาที่เราเขียนเพื่อให้โฆษณาสมบูรณ์มากขึ้น เช่น ส่วนขยายการโทร (Call Extension) ส่วนขยายสถานที่ตั้ง (Location Extension)
  • เกณฑ์ขั้นต่ำของโฆษณา (Ad rank) คือ เกณฑ์คะแนนที่ Google กำหนดไว้ว่า การแข่งขันนี้ต้องมีคะแนนขั้นต่ำเท่าใด ถึงมึโอกาสแสดงบนผล Google Search ในตำแหน่ง 1 2 3 หรือบน SEO
  • สภาพการแข่งขันโฆษณา (The context of your ad) คือ Google จะตรวจสอบภาพการแข่งขันที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการค้นหา เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ค้นหา ภาษาที่ใช้ ประเภทคำที่ใช้ สถานที่ของเครื่อง ล้วนเป็นปัจจัยในการคำนวณคะแนนโฆษณา
  • คู่แข่งที่อยู่ในลู่วิ่งเดียวกันกับเรา (Compatiter) คือ คู่แข่งที่ตั้งค่าโฆษณาเหมือนๆ กันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ด สถานที่ตั้ง ภาษา กลยุทธ์โฆษณา โดยระบบจะมีการคำนวณคะแนนทั้งสอง และใช้เกณฑ์อื่นๆ มาบวกกัน ใครได้คะแนนมากสุด เว็บไซต์ก็มีโอกาสขึ้นบน Google Search

SEO คืออะไร ?

SEO คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์ขึ้นบน Search Engine โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ชื่อเต็มคือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้าเกณฑ์เพื่อให้เลือกเว็บไซต์ของเราขึ้นบน Google Search ซึ่งรวมถึงผลการค้นหาที่เป็น AI ของ Google ณ ปัจจุบันด้วย

SEO ทำงานยังไง ?

หลักการทำงานของ SEO คือ การเลือกเว็บไซต์ที่เข้าเกณฑ์อัลกอริทึมของ Google ที่ระบุเอาไว้ในคู่มือการจัดอันดับของ Google โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ และซับซ้อน อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ค้นหาที่เปลี่ยนไปบ่อยๆ บทความนี้ขอแชร์เทคนิคคร่าวๆ ที่ทำให้เว็บไซต์ขึ้น SEO ได้รวดเร็วเพื่อให้เพื่อนๆ สามารถเอาไปใช้เลย และเทคนิคที่จะบอกต่อไปนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์การขึ้นบน Google Search

  • Backlink คือ การทำให้เว็บไซต์ของเราเชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่นๆ โดยการฝากลิงก์ลงไปในบทความของเว็บพันธมิตร เพื่อให้ระบบมองว่าเรามีความเชื่อมโยงในวงการเดียวกัน
  • On-page Optimization คือ ทำให้เว็บไซต์เข้าถึงง่าย รวดเร็ว สะดวก สะอาดตา เช่น ปรับปรุงโครงสร้าวเมนู, ทำ Meta Tag, URL ภาษาอังกฤษตรงตามเนื้อหา
  • Off-page Optimization คือ เพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราจากแหล่งที่มาอื่นๆ เช่น Social Media อย่าง Facebook, YouTube หรือการฝากลิงก์สินค้าเราบนเว็บอื่นๆ เพื่อดึงคนจากที่อื่นเข้ามา
  • Keyword Research คือ การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่อยู่บนเว็บไซต์ให้มีความสอดคล้องกับคำค้นหาที่ลูกค้าใช้บน Google ทำให้ระบบมองว่าเว็บไซต์เราเกี่ยวข้องกับความต้องการของลูกค้า

SEM vs SEO เลือกอย่างไหนดี ใช้เกณฑ์อะไร

หลักเกณฑ์ที่ผมใช้แนะนำระหว่าง SEM vs SEO มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่างดังนี้

  • ความรวดเร็ว

ธุรกิจของเพื่อนๆ ต้องการขึ้นบน Google Search ทันทีทันใด หรือค่อยเป็นค่อยไปได้ บางธุรกิจต้องการลูกค้าทันที หรือเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความเร่งด่วนของลูกค้า เช่น รถพยาบาล รถขนส่งของ ในกรณีเช่นนี้ผมแนะนำให้เลือกทำ SEM เพราะเห็นผลได้ไว และลูกค้าใช้เวลาในการตัดสินใจไม่นาน เพราะมีความต้องการที่เร่งด่วนอยู่แล้ว

แต่หากธุรกิจที่ต้องอาศัยการตัดสินใจนานหน่อย หรือใช้เวลาในการตัดสินใจสักพัก และเจ้าของธุรกิจเองก็ยังไม่จำเป็นต้องได้ลูกค้าด่วนขนาดนั้น หรือมีทีมเซลล์ที่คอยโทรหา หรือวิ่งหาลูกค้าอยู่แล้ว แบบนี้ผมแนะนำให้เลือกทำ SEO ไปก่อนเลย เพราะการทำ SEO ใช้เวลาเห็นผลนานมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อนๆ อาจค่อยๆ ทำทีละอย่างเพื่อให้เว็บไซต์เข้าเกณฑ์ของ Googe พร้อมๆ กับการหาลูกค้าช่องทางอื่น

  • งบประมาณ

ธุรกิจของเพื่อนๆ วางงบประมาณอย่างไร ถ้ามีงบประมาณต่อลูกค้าที่ชัดเจน หรืองบต่อเดือนแบ่งแยกชัดเจน ผมแนะนำให้ทำ SEM ก่อนเลย เพราะบัญชี Google Ads มีข้อดีตรงดูข้อมูลโฆษณาได้ละเอียด เราสามารถวิเคราะห์ได้เลยว่า กว่าจะได้ลูกค้าหนึ่งคน ต้องใช้เงินกี่บาท ค่าใช้จ่ายต่อการโทรอยู่ที่เท่าไหร่ และคุมงบประมาณต่อวัน ต่อเดือนได้

แต่หากเพื่อนๆ มีงบมากพอสมควร และเป็นงบลงทุนการตลาดรายปีที่ไม่ต้องมี KPI หรือตัววัดผลชัดเจนขนาดนั้น ผมแนะนำให้ลงทุนทำ SEO ไปเลย เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว เห็นผลช้าหน่อย แต่ถ้าติดหน้าแรกแล้ว ก็กินยาวๆ ได้เลย

  • ความเฉพาะของสินค้าและบริการ

ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการแบบง่ายๆ หรือมีช่องทางอื่นคอยอธิบายสินค้าอยู่แล้ว เช่น ทำ Video บน YouTube, Tiktok ไว้แล้ว และต้องการคนค้นหาแล้วเจอทันที แบบนี้ผมแนะนำให้ทำ SEM เลย เพราะว่าลูกค้าค้นหาจะได้เจอทันที อีกทั้งสินค้าหรือบริการตัดสินใจไม่ได้ยาก ไม่ต้องหาข้อมูลเปรียบเทียบมากขนาดนั้น ค้น Google แล้วเจอก็ตัดสินใจได้ทันทีเพราะต้องการเดี่ยวนั้น เหมือนกับเราขับรถแล้วหิว เห็นร้านอาหารอีก 200 เมตรก็ตบไฟแล้วซ้ายจอดเข้าไปกินได้เลย

แต่ถ้าธุรกิจขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม มีสเปกสินค้าที่มากหน่อย ต้องหาข้อมูลเปรียบเทียบเยอะ มีเกณฑ์ในการตัดสินใจมาก แบบนี้ผมแนะนำให้ทำ SEO ดีกว่า เพราะการให้ข้อมูลที่ครบ โอกาสที่ลูกค้าจะติดต่อซื้อเลยจะมากกว่า แม้ว่าจำนวนลูกค้าอาจเข้ามาไม่มาก แต่ถ้าเข้ามาแล้วก็มีโอกาสเสียเงินให้เราทันที ถ้าไปทำ SEM จะเสียเงินเปล่าเยอะมาก เพราะลูกค้าจะคลิกเข้ามา แล้วดูของคู่แข่งอีก อาจต้องทำ Remarketing เพิ่มอีกกว่าจะได้ลูกค้า 1 คน

สรุป SEM vs SEO

SEM คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์ขึ้นบน Google Search แบบเสียเงิน ส่วน SEO คือแบบธรรมชาติ ผลลัพท์ปลายทางเหมือนกันคือเพื่อให้เว็บไซต์มีการแสดงผลในอันดับแรกๆ เมื่อมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดที่เราต้องการซื้อ

หลักการทำงานของ SEM ใช้หลักการประมูลแข่งขัน โดยมีเรื่องของ ราคาเสนอ คุณภาพโฆษณา ส่วนขยายโฆษณา เกณฑ์ลำดับโฆษณา คู่แข่งที่เข้าร่วม เป็นหลักในการให้คะแนน ในส่วนของ SEO จะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก โดยหลักแล้วคือ การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การทำ Backlink, On-page และ Off-page Optimization

หลักเกณฑ์ในการเลือกระหว่าง SEM vs SEO คือ ความรวดเร็ว ถ้าต้องการขึ้นบน Google Search ทันทีเลือก SEM ถ้าไม่รีบก็ SEO งบประมาณที่ใช้ หากจำกัดต่อเดือนและต้องการหวังผลทันทีเลือก SEM ถ้ามีเงินลงทุนระยะยาวเลือก SEO และความเฉพาะของสินค้า ถ้าสืนค้าหรือบริการทั่วไปเลือก SEM ถ้าสินค้าเฉพาะเลือก SEO

เพื่อนๆ ที่ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกทำ SEM หรือ ทำ SEO แต่ไม่รู้ว่าจะปรึกษาใคร หรือทำแบบไหนดี ตั้งค่าแบบไหนดี สามารถทักทีมงานดูแล Ads ของเราได้ เรามีผู้มีประสบการณ์ทั้ง SEM และ SEO คอยดูแล ราคาไม่แพง แต่ผลลัพท์เด่นชัด