คนไทยนิยมใช้ Facebook อย่างมากในการติดต่อสื่อสาร ซื้อของ หรือติดตามข่าวสารในชีวิตประจำวัน จากสถิติของ Semrush พบว่า Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้เวลามากที่สุดต่อเดือน ด้วยเหตุนี้เองการจัดการ ดูแลเพจ Facebook ให้ดีสำหรับธุรกิจจึงเป็นโอกาสดีที่จะขยายธุรกิจบนโลกออนไลน์
บทความนี้ผมจะขอแชร์ 10 เทคนิคสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการขยายช่องทางการขายบนแพลตฟอร์ม Facebook ว่าควรจัดการดูแลอย่างไรให้เติบโตอย่างมืออาชีพ
1. เปลี่ยนชื่อเพจให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองขาย
Facebook นอกจากจะเป็นช่องทางการเสพข้อมูลด้วยการเลื่อนผ่านเฉยๆ แล้ว ยังเป็นแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอีกด้วย ลูกค้าหลายๆ คนที่นึกอะไรไม่ออกก็ใช้ Facebook Search ในการหาแทน Google Search ด้วยเหตุนี้การตั้งชื่อเพจให้ประกอบด้วยสินค้าที่ขายอยู่ ตามมาด้วยชื่อแบรนด์ มีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้เพจขึ้นแสดงผลเมื่อมีผู้ใช้ค้นหา เป็นการทำการตลาดแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ชื่อเพจ Facebook ที่ดี ชื่อสินค้า + แบรนด์
การตั้งชื่อเพจในลักษณะนี้ มีโอกาสที่เพจจะขึ้นแสดงผลแบบ SEO ผลลัพท์ที่ตามมาขึ้นการเข้าถึงเพจที่มากขึ้น และโอกาสในการขายสินค้าก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน
Facebook Search
2. วิเคราะห์ความต้องการกลุ่มเป้าหมาย
การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คือ หัวใจสำคัญในการดูแลเพจ Facebook ให้เติบโตต่อเนื่อง ก่อนที่จะโพสรายละเอียดสินค้าใดๆ หรือยิง Facebook Ads ต้องมีการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้ละเอียดที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อาจใช้ STP Marketing เป็นหลักการตลาดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ โดยอย่างน้อยต้องสามารถระบุรายละเอียดกลุ่มเป้าหมายตามนี้
การแยกกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) :
What : ระบุกลุ่มเป้าหมายตามข้อมูลประชากร เช่น เพศ อายุ การศึกษา รายได้
Where : ระบุกลุ่มเป้าหมายตามพื้นที่ เช่น จังหวัด อำเภอ สภาพเมืองหรือชนบท
Who : ระบุกลุ่มเป้าหมายแยกตามความสนใจ เช่น สนใจในเกม ชอบปลูกต้นไม้ รักสัตว์
How : ระบุกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรมการสั่งซื้อ เช่น ชอบซื้อของแบบไม่คุยกับคน ซื้อออนไลน์ ซื้อหน้าร้าน
เบื้องต้นคนดูแลเพจ Facebook ควรตอบคำถามข้างบนได้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าจากประชากรทั้งหมดที่รู้จัก ลูกค้าที่จะเข้ามาทักเพื่อสอบถามข้อมูล หรือซื้อของมีหน้าตาเป็นอย่างไร ให้ลงละเอียดที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ยิ่งละเอียดมาก โอกาสในการทำเพจ Facebook ต่อก็จะยิ่งง่ายขึ้น เพราะจะเห็นภาพชัดเจนว่าใครคือที่เรารอหรือรอเรา
การเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) : ขั้นตอนต่อไปของการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายคือ การเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมาย โดยการวิเคราะห์รายละเอียดว่าจากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด ควรเลือกทำเพจ Facebook ไปหาใครมากที่สุด ซึ่งอาจใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้ในการพิจารณา
ขนาด (Size) : ขนาดของกลุ่มเป้าหมายใหญ่และคุ้มค่าพอที่จะทำเพจต่อไป
ความแตกต่าง (Difference) : สามารถระบุความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายหรือแยกรายละเอียดได้
การเข้าถึงได้ (Reachability) : กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้จาก Facebook Page ไหม
ความสามารถทำกำไร (Profitability) : กลุ่มเป้าหมายสามารถทำกำไรในระยะยาวได้ หรือมีต้นทุนการรักษาลูกค้าต่ำ
ประโยชน์ (Benefits) : คุณสมบัติหรือประโยชน์ของสินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันได้
การวางตำแหน่ง (Positioning)
การวางตำแหน่งของแบรนด์หรือสินค้าคือขั้นตอนสุดท้ายของการทำ STP Marketing ขั้นตอนนี้คือการใช้ข้อมูลจาก การแยกกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) + การเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ด้วยการสื่อสารจุดแข็งและจุดเด่นของแบรนด์เข้าไปยังกลุ่มคนที่ต้องการขายสินค้า
STP Marketing
การทำ Positioning ทำให้เพจ Facebook มีภาพในหัวที่ชัดเจนต่อกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เวลามีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขาย เขาจะเข้ามาหาเพจ Facebook ที่เราสร้างเป็นอันดับแรก การเติบโตของเพจ Facebook ก็จะมากขึ้นแบบไม่ต้องลงทุนยิง Facebook Ads เพิ่มเติมเลย
3. ยอมโพสให้ความรู้เพื่อสื่อถึงความเชี่ยวชาญ
วัตถุประสงค์หลักของการสร้าง Facebook คือ การเชื่อมต่อทุกคนให้รู้จักกัน บวกกับนิสัยของคนไทยมักชอบแชร์ข้อมูล ความคิดเห็น และแชร์ความรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ดูแลเพจ Facebook ควรเขียนโพสแชร์เรื่องราวที่เป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าหรือแบรนด์ออกไปบ้าง เผื่อว่าโพสจะติดไวรัล ถูกแชร์เป็นพันเป็นหมื่นโดยไม่ต้องยิง Facebook Ads
โพสความรู้ที่ควรทำคือ ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า ไม่ใช่ความลับของกิจการ เช่น ถ้าขายอิฐแดง ก็ควรโพสบอกวิธีการเลือกอิฐสำหรับสร้างบ้าน หรือข้อดีการเลือกอิฐแดงสำหรับสร้างบ้าน เมื่อผู้อ่านเห็นว่ามีประโยชน์ก็อาจแชร์บน Facebook ส่วนตัว เจ้าของเพจก็ได้การเข้าถึงที่มากขึ้น รวมถึงสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมแบบฟรีได้อีกด้วย
4. เข้าไปโพสในกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า
ต่อเนื่องจากการเขียนโพสแชร์ความรู้เกี่ยวกับสินค้า สิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดบน Facebook ตอนนี้คือ กลุ่มซื้อขายเฉพาะทาง หรือกลุ่มพูดคุยวงการเฉพาะ เพราะเป็นการรวมกลุ่มย่อยลงไปอีกระหว่าง คนซื้อและคนขาย การเข้าไปโพสในกลุ่มนั้นทำให้เพจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แบบไม่ต้องทำการตลาดเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น และอาจได้จำนวนผู้ติดตามที่มีคุณภาพตามมาอีกด้วย
การเข้าไปโพสในกลุ่ม Facebook นอกเหนือจากได้ผู้ติดตาม การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่แล้ว ยังสามารถใช้ข้อมูลที่คนในกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์กับเพจมาทำ Remarketing เพื่อยิงแอดได้อีกด้วย
5. ใช้ฟีเจอร์ Reels facebook ที่ระบบกำลังดัน
ปี 2025 Facebook ประกาศเป็นนัยว่าจะดัน Reels เพื่อสู้กับ Tiktok ที่กำลังนิยมในประเทศไทย ดังนั้นผู้ใช้ Facebook จะเห็นฟีดที่แทรก Reels เข้ามาค่อนข้างเยอะ ด้วยเหตุนี้ผู้ดูแลเพจ Facebook ควรใช้ประโยชน์จากการที่ระบบดันฟีเจอร์วิดีโอ Reels ด้วยการทำคลิปเกี่ยวกับสินค้าออกมาด้วย เผื่อว่าฟีด Reels ของเพจมีโอกาสไปขึ้นบนหน้าจอของกลุ่มเป้าหมาย
หากนึกไม่ออกว่าจะทำ Reels หัวข้ออะไรให้ใช้เนื้อหาที่เขียนโพส มาทำเป็นคลิปอธิบายให้เห็นภาพ และใช้กลยุทธ์ Hook เพื่อสะกดคนให้หยุดดูคลิป
6. น้อยๆ แต่ต่อเนื่อง
สิ่งที่ยากสำหรับการทำ Facebook Page คือ ความต่อเนื่อง เพราะต้องอาศัยวินัยในการทำงานสูงมาก การจะทำเพจ Facebook ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเขียนโพสและทำคลิป Reels อย่างต่อเนื่อง เช่น วันละโพส หรือ 3 วันมี 1 คลิป เป็นต้น เพื่อให้ระบบรู้ว่าเจ้าของเพจยังคงดำเนินกิจการอยู่ อีกทั้งยังบ่งบอกสัญญาไปยังกลุ่มเป้าหมายว่า เพจของเรายังคงขายสินค้าอยู่ตลอด
หลายๆ ครั้งที่ผมเห็นเจ้าของเพจหลายคนปล่อยทิ้งการเขียนโพส หรือการทำคลิปไป ทำให้ยอดการเข้าถึงเพจลดลงอย่างมาก ในมุมของผู้ใช้ Facebook เองก็จะเข้าใจว่าเจ้าของเพจคงไม่ได้ขายของต่อแล้ว เพจก็จะหยุดเติบโตไปซ่ะงั้น
7. เปลี่ยนแนวการโพส
อัลกอริทึมของ Facebook เป็นสิ่งที่เดาใจยากที่สุดแพลตฟอร์มหนึ่งก็ว่าได้ ดังนั้นการปักหลักทำ Content แนวเดียวสำหรับคนดูแลเพจ Facebook เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง คนดูแลเพจ Facebook ควรเปลี่ยนแนวการโพสอยู่ตลอดเวลาเพื่อทดสอบระบบว่า แบบไหนที่เข้าถึงคนมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น โพสเขียนข้อความบวกรูปนิ่ง, โพสให้ความรู้เป็นอัลบั้มพร้อมอธิบายแต่ละภาพ, ทำคลิป Reels ให้ความรู้ 3 นาที เป็นต้น
สรุป
การดูแลเพจ Facebook ให้เติบโตแบบมืออาชีพในปี 2025 ควรเริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อเพจให้มีคีย์เวิร์ดตามด้วยชื่อแบรนด์ เพื่อให้เพจมีโอกาสขึ้น SEO แบบฟรีเมื่อมีคนค้นหาบน Facebook ตามมาด้วยการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายด้วยกลยุทธ์ STP แยกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เจาะกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีที่เขาชอบและต้องการ และสื่อสารออกไปเพื่อให้เกิดภาพในหัวที่ชัดเขนว่าเราจะช่วยอะไรเขาได้ และเพจนี้มีประโยชน์อย่างไรกับเขา
ต่อมาคือการยอมโพสแชร์ความรู้ให้กับผู้ติดตาม ทั้งบนเพจเองและแชร์ไปยังกลุ่มเฉพาะบน Facebook เพื่อให้เพจมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ควรโพสต่อเนื่อง เช่น 1 วันครั้ง หรือทำ Reels 3 วันครั้ง สำหรับใคนที่ต้องการให้เพจ Facebook เติบโตแบบมืออาชีพแต่ไม่มีเวลามาดู สามารถทักทีมดูแลแอดของเราได้ เรารับดูแลเพจ Facebook ด้วยราคาที่ย่อมเยา