5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโฆษณา Youtube ในปี 2025

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโฆษณา Youtube ในปี 2025

แม้ว่ายุคนี้ใครๆ ก็แห่กันไปใน Tiktok กันหมด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า YouTube ยังคงเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาที่มีผู้คนใช้เวลาบนแอปมากที่สุดในประเทศไทย โฆษณา YouTube ก็ยังเป็นหนึ่งในช่องทางที่แบรนด์ตัดใจทิ้งลงไม่ได้ เพราะเข้าถึงผู้ชมได้มากกว่าโฆษณารูปแบบอื่นๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

บทความนี้ผมจะขอรวบรัดเรื่องราวที่สำคัญเกี่ยวกับการทำโฆษณา YouTube Ads ตั้งแต่การสร้างบัญชีอย่างง่าย รูปแบบโฆษณา วิธีการคิดเงิน การตั้งค่าเพื่อสร้างโฆษณา การทำคลิปโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่ควรระวังเอาไว้ เผื่อว่าเพื่อนๆ อ่านจบแล้วจะได้เริ่มยิง YouTube Ads ได้ทันทีแบบมือโปร

1. โฆษณา YouTube ทำได้บนบัญชี Google Ads

ใครที่อยากเริ่มยิงแอด YouTube คงอาจหาฟีเจอร์เริ่มทำแคมเปญบนบัญชี YouTube อยู่ แต่จริงๆ แล้วการสร้างยิงแอด YouTube แบบมือโปรที่เพื่อนๆ เห็นกันระหว่างที่ดูคลิป เขายิงกันบนบัญชี Google Ads ซึ่งเป็นเครื่องมือทำโฆษณาของ Google ที่ให้ใช้งานได้ฟรี

ยิงแอด YouTube แบบมืออาชีพ ทำได้บนบัญชี Google Ads

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่มีบัญชี Google Ads สามารถเริ่มสร้างบัญชีได้แบบมืออาชีพได้เลย

2. ประเภทโฆษณา YouTube

โฆษณาบน YouTube จริงๆ แล้วมีหลายรูปแบบมาก แต่ในฐานะคนเปิดแอป YouTube ดูระหว่างทานข้าวอาจแยกไม่ออกว่ามีประเภท เพราะ Google พยายามทำให้เนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของแบรนด์อาจต้องรู้ละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน รูปแบบของโฆษณา YouTube Ads มี 6 ประเภทตามนี้

ประเภท YouTube Ads
ประเภท YouTube Ads
  • โฆษณาในสตรีมแบบข้ามได้ (Skippable in-stream ads)

โฆษณาในสตรีมแบบข้ามได้จะเล่นก่อน ระหว่าง หรือหลังจากวิดีโออื่นๆ หรือเป็นโฆษณาคั่นระหว่างหน้าแบบเต็มหน้าจอ ซึ่งเล่นก่อนที่เพื่อนๆจะกดเล่นต่อบนแอปบน Smartphone เราสามารถเลือกข้ามโฆษณาได้หลังจากผ่านไป 5 วินาที รูปแบบโฆษณานี้หลายๆ คนอาจคุ้ยเคยกันดีอยู่แล้วบนแอป YouTube หรือถ้าใครเล่นแพลตฟอร์มวิดีโออื่นที่เป็น Google Partner ก็อาจเคยเห็นเช่นเดียวกัน

  • โฆษณาในสตรีมแบบข้ามไม่ได้ (Non-skippable in-stream ads)

โฆษณาในสตรีมแบบข้ามไม่ได้จะมีความยาว 30 วินาทีหรือสั้นกว่า และเล่นก่อน ระหว่าง หรือหลังจากวิดีโออื่นๆ จะไม่มีตัวเลือกในการข้ามโฆษณา หลายคนอาจคุ้นเคยกับโฆษณาประเภทนี้เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ ชอบใช้กันบน YouTube

  • โฆษณาวิดีโอที่เหมาะกับการดูในแนวตั้ง (Vertical-friendly video ads)

โฆษณาประเภทนี้จะถูกสร้างขึ้นมาโดยอัตโนมัติจากการใส่ Artwork โฆษณาหรือการอัปโหลดคลิปแนวตั้งในแคมเปญ ระบบจะสร้างโฆษณาแนวตั้งขนาดคล้ายๆ YouTube Short เพื่อให้เข้าถึง User ที่ใช้แอป YouTube บน Smartphone ตัวโฆษณาจะขึ้นมาขั้นกลางระหว่างการเลื่อนดูคลิป Short ตัวถัดไป

  • โฆษณาวิดีโอในฟีด (In-feed video ads)

โฆษณาประเภทนี้จะขึ้นมาหลังจากที่ผู้ใช้ค้นหาบน YouTube Search ตัวโฆษณาจะขึ้นมาคล้ายๆ ฟีดข่าว หรือข้อความผสมภาพปกวิดีโอขั้นกลางระหว่างวิดีโอ organic ตัวอื่นๆ อาจดูเหมือนคล้ายกับโฆษณา SEM

  • โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads)

โฆษณาบัมเปอร์จะมีความคล้ายกับโฆษณาในสตรีมแบบข้ามไม่ได้ (Non-skippable in-stream ads) ในเรื่องของจังหวะการเล่น แต่มีความแตกต่างตรงที่ความยาวของโฆษณาจะยาวไม่เกิน 6 วินาที

  • โฆษณา Masthead (Masthead ads)

โฆษณา Masthead จะเจอได้บ่อยเมื่อมีการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง Smartphone Android หรือ iPhone รุ่นใหม่ หรือถ้ามีหนังฟอร์มยักษ์เข้ามา เราจะเจอโฆษณาประเภทนี้บ่อย ซึ่งตัวโฆษณาจะปรากฏในรูปแบบหน้าจอกว้างหรืออัตราส่วน 16:9 บนเดสก์ท็อป Smart TV หรือฟีดบนหน้าแรกของ YouTube ใน Smartphone

ตัวอย่างโฆษณา Masthead

3. โฆษณา YouTube คิดเงินแตกต่างตามประเภทโฆษณา

เมื่อมีการโฆษณา ก็ต้องมีการคิดเงิน การยิงแอด YouTube หรือโฆษณา YouTube Ads เช่นเดียวกัน Google จะคิดเงินค่าโฆษณาแตกต่างกันตามประเภทของโฆษณา กลยุทธ์การเสนอราคา โดยหลักๆ แล้วมีการคิดเงินเมื่อถึงเกณฑ์บางอย่างตามรายละเอียดดังนี้

  • การเสนอราคา CPV (CPV bidding)

เมื่อใช้กลยุทธ์การเสนอราคาแบบ CPV ระบบจะเก็บเงินก็ต่อเมื่อผู้ชมดูวิดีโอเป็นเวลา 30 วินาที หรือเต็มความยาวของวิดีโอหากวิดีโอสั้นกว่า 30 วินาที หรือโต้ตอบกับวิดีโอ เช่น คลิกที่ตัววิดีโอ ขึ้นอยู่กับว่ากรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน

  • การเสนอราคาด้วย CPM (Target CPM Bidding)

การเสนอราคาด้วย CPM ที่ตั้งไว้ ดังนั้นจะจ่ายเงินตามการแสดงผลเมื่อครบ 1,000 ครั้ง

  • โฆษณาวิดีโอในฟีด (In-feed video ads)

ระบบจะเรียกเก็บเงินเมื่อมีผู้คลิกดูโฆษณา หรือในบางกรณีก็คือเมื่อดูโฆษณาเล่นอัตโนมัติเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วินาที

  • โฆษณา Masthead

ระบบจะเรียกเก็บเงินแบบต้นทุนต่อการแสดงผลพันครั้ง (CPM) ทั้งนี้เพื่อนๆ อาจต้องยืนยันอีกครั้งกับ Account Manager ของ Google

4. ขนาดโฆษณา YouTube

ขนาดของการยิงแอด YouTube ที่ดีจะแตกต่างกันตามประเภทของโฆษณาตามรายละเอียดดังนี้

  • ขนาดโฆษณาในสตรีมแบบข้ามได้ (Skippable in-stream ads)
    • ความยาวที่แนะนำ : 15 – 20 วินาที
    • ความละเอียด (Resolution) : 1920 x 1080px (แนวนอน), 1080 x 1920px (แนวตั้ง), 1080 x 1080px (จตุรัส)
    • อัตราส่วน (Aspect ratio) : แนวนอน 16:9 , แนวตั้ง 9:16, จตุรัส 1:1
    • รูปแบบไฟล์ (Format) : .MPG (MPEG-2 หรือ MPEG-4
  • ขนาดโฆษณาในสตรีมแบบข้ามไม่ได้ (Non-skippable in-stream ads)
    • ความยาวที่แนะนำ : 15 วินาที
    • ความละเอียด (Resolution) : 1920 x 1080px (แนวนอน), 1080 x 1920px (แนวตั้ง), 1080 x 1080px (จตุรัส)
    • อัตราส่วน (Aspect ratio) : แนวนอน 16:9 , แนวตั้ง 9:16, จตุรัส 1:1
    • รูปแบบไฟล์ (Format) : .MPG (MPEG-2 หรือ MPEG-4

ในส่วนของโฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads) ให้ใช้รายละเอียดคล้ายๆ กันกับโฆษณาในสตรีมแบบข้ามไม่ได้ (Non-skippable in-stream ads) แต่ความยาวให้ตั้งไม่เกิน 6 วินาที

  • ขนาดโฆษณาวิดีโอที่เหมาะกับการดูในแนวตั้ง (Vertical-friendly video ads)
    • ความยาวที่แนะนำ : 15 – 20 วินาที
    • ความละเอียด (Resolution) : 1080 x 1920px (แนวตั้ง)
    • อัตราส่วน (Aspect ratio) : แนวตั้ง 9:16
    • รูปแบบไฟล์ (Format) : .MPG (MPEG-2 หรือ MPEG-4
  • ขนาดโฆษณา Masthead
    • ความยาวที่แนะนำ : 30 วินาที
    • ความละเอียด (Resolution) : 1920 x 1080 หรือสูงกว่า
    • อัตราส่วน (Aspect ratio) : แนวนอน 16:9
    • รูปแบบไฟล์ (Format) : .MPG (MPEG-2 หรือ MPEG-4

5. นโยบายโฆษณา YouTube ที่ควรระวัง

Google Ads ค่อนข้างละเอียดและเข้มงวดเกี่ยวกับนโยบายโฆษณา แม้กระทั่งโฆษณา YouTube Ads ก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการทำ YouTube Ads คือ การแก้ไขที่ยากกว่าแคมเปญอื่นๆ เพราะเกี่ยวพันกับแผนกต่างๆ ค่อนข้างเยอะ เช่น หากการถ่ายทำมีองค์ประกอบบางอย่างที่ขัดนโยบาย อาจต้องเลิกกองหรือถ่ายทำใหม่เลยก็เป็นได้ ดังนั้นการจะทำ YouTube Ads ควรระวังเรื่องต่อไปนี้

  • ความยาวโฆษณา YouTube Ads

โฆษณาในสตรีมแบบข้ามไม่ได้ (Non-skippable in-stream ads) ควรยาวไม่เกิน 15 วินาที โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads) ควรยาวไม่เกิน 6 วินาที โฆษณา Masthead ยาวไม่เกิน 30 วินาที ส่วนโฆษณารูปแบบอื่นๆ ยาวได้ไม่จำกัด แต่ยาวไปคุณภาพโฆษณาก็จะไม่ดี แนะนำไม่ควรเกิน 3 นาที

  • การเก็บข้อมูลที่ไม่ควร

วิดีโอไม่ควรมีการเก็บข้อมูลผู้ใช้ใดๆ นอกเหนือจากการทำ Remarketing เช่นการใช้ Javascript, Tracking pixels เพราะจะทำให้วิดีโอดังกล่าวไม่มีสิทธิ์แสดงผลได้บน Google Ads เลย เผลอๆ อาจทำให้บัญชี Google Ads โดนระงับได้

  • นโยบายโฆษณาที่ละเมิดบ่อย

นโยบายที่ควรระวังไว้คือรูปแบบวิดีโอที่ไม่อนุมัติ ซึ่งแต่ละรูปแบบวิดีโอ YouTube Ads ก็แตกต่างกันออกไป ตรงนี้ต้องทำงานร่วมกับทีม Content ให้ชัดเจน ต่อมาคือเรื่องของสถานะวิดีโอ ควรโพสลง YouTube แบบสาธารณะ หรือ Unlisted เท่านั้น หากเป็นวิดีโอ “ส่วนตัว” หรือ “เฉพาะสมาชิก” จะไม่ได้รับอนุมัติ

ตัวเนื้อหาวิดีโอที่ต้องระวังคือ เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ เช่น การโชว์สัดส่วนเรือนร่างที่มากเกินไป หรือเรื่องของลิขสิทธิ์วิดีโอหรือเพลงที่อาจละเมิดได้

สรุป

การทำโฆษณา YouTube ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่เอเจนซี่หรือคนรับยิงแอด เพราะเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาที่มีผู้ใช้เวลาบนหน้าจอมากที่สุดในประเทศไทยรองลงมาจาก Facebook และ Tiktok เรื่องที่ควรคำนึงถึงเวลาจะยิงแอด YouTube คือ ควรยิงบน Google Ads เพราะเป็นเครื่องมือที่ละเอียดครบถ้วนในการปรับแต่งแก้ไขโฆษณา YouTube Ads

ประเภทของโฆษณา YouTube Ads มีหลากหลายแบบ ให้เลือกตามวัตถุประสงค์ของการตลาดได้เลย เช่น หากต้องการทำเพื่อการรับรู้ (Awareness) รูปแบบที่เหมาะสมคือ โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads) หรือ โฆษณาในสตรีมแบบข้ามไม่ได้ (Non-skippable in-stream ads) เพราะไม่สามารถกดข้ามได้ การคิดเงินของโฆษณา YouTube จะเป็นไปตามรูปแบบโฆษณาและประเภทของกลยุทธ์เสนอราคา หลักๆ จะมี CPV, CPM

สุดท้ายเรื่องที่ต้องระวังคือ ขนาดของโฆษณาและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอ เพราะเป็นเรื่องที่แก้ไขลำบากในภายหลัง อาจต้องทำความเข้าใจกันให้ละเอียดก่อนถึงเป้าหมายของการทำโฆษณา การถ่ายทำ การตัดต่อ

สำหรับเจ้าของแบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจที่อยากยิงแอด YouTube แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน สามารถทักปรึกษาทีมยิงแอดของเราได้ เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญการทำ YouTube Ads ไว้คอยให้คำแนะนำ